top of page

บทความควรมี Keyword Density เท่าไหร่ถึงจะดีต่อการทำ SEO ?


บทความควรมี Keyword Density เท่าไหร่ถึงจะดีต่อการทำ SEO

หลายคนที่เป็นนักเขียนในสายงาน SEO Content มักจะมีคำถามในใจเกิดขึ้นทุกครั้ง กับคำว่าบทความเราควรมี Keyword Density เท่าไหร่ในบทความ ใส่ตรงไหน หรือจำนวนกี่ % ที่ทำอยู่นั้นมีการอัดคำหลักมากหรือน้อยเกินไป จะรู้และดูได้อย่างไร


วันนี้เราได้หาข้อมูลและเรียบเรียงมาให้แล้วว่า Keyword Density คืออะไร? เป็นปัจจัยในการช่วยจัดอันดับไหม และจะคำนวณโดยใช้เครื่องมืออะไร รวมถึงข้อสรุปจำนวน % ความหนาแน่นของคีเวิร์ดในแต่ละบทความว่าควรมีเท่าไหร่ เพื่อที่จะไม่ให้เกิด keyword stuffing ไปดูกันได้เลย



Keyword Density คืออะไร?

Keyword Density คืออะไร? รู้กันหรือยังนะ

Keyword Density คือจำนวนความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดคำหลักในบทความที่เราเขียน หรือความถี่ในการปรากฏคำหลักนั้นๆ ในหน้าเพจ ซึ่งค่าเหล่านี้จะถูกคิดออกมาในรูปแบบของจำนวนเปอร์เซ็นต์ เช่นคำหลักของเราเป็นคำว่า “ครีมทามือ” ค่านี้จะเป็นสิ่งบ่งบอกว่า คำว่า ครีมทามือ มีจำนวนเท่าไหร่หรือปรากฏบ่อยแค่ไหนในหน้าเพจนั้นๆ



keyword density สำคัญต่อการทำบทความ seo อย่างไร

Keyword density สำคัญต่อการทำ SEO ขนาดนั้นเลยเหรอ?

จากการไปหาข้อมูลมานะครับ ก็ยังตอบได้ว่าปัจจัยเรื่อง Keyword Density ยังมีความสำคัญอยู่ครับ แต่ไม่ได้มากแบบเมื่อก่อนแล้ว เพราะอะไรนะเหรอ คือแบบนี้ครับ ในช่วงแรกๆ ของการค้นหาข้อมูลต่างๆ ความหนาแน่นของคำหลักเคยเป็นหนึ่งในปัจจัยการจัดอันดับที่สำคัญที่สุด และเป็นกลยุทธ์การทำ SEO ที่นิยมอย่างมาก


แต่ก็ดันมีคนทำอะไรแปลกๆ นะสิเช่น อัดจำนวนคำเยอะๆ ซ่อนคีย์เวิร์ด จนทำให้กูเกิลต้องมีการอัปเดทอัลกอรึทึมใหม่และลดความสำคัญของจำนวน Keyword Density ลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหมดความสำคัญนะครับ เพียงแต่ปัจจุบัน จำนวนครั้งหรือความถี่ที่คำหลักปรากฏบนหน้าเว็บไม่ได้ช่วยปรับปรุง SEO โดยตรงแต่ช่วยส่งเสริมในทางอ้อม (และยังคงส่งผลต่อการจัดอันดับ) เพื่อให้ Google เข้าใจว่าหัวข้อของหน้านั้นเกี่ยวกับอะไรนั่นเอง



ใบบทความควรมี keyword density เท่าไหร่

ใน 1 บทความควรมีความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด(Keyword Density) เท่าไหร่

ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าจำนวน Keyword Density ในหนึ่งบทความหรือหน้าเพจควรมีจำนวนเท่าไหร่ นอกจากว่าจะทำ A/B test ไปด้วยในแต่ละครั้งที่ทำบทความ แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักจะบอกว่าจำนวนที่เหมาะสมอาจจะอยู่ที่ 1-3% และควรกระจายให้เหมาะสม เพื่อให้อ่านง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งการที่จะทำให้บทความอ่านง่ายนั้น Wordstream ได้กล่าวว่าในทุก 1 พารากราฟความมีจำนวนคำไม่เกิน 300 คำและไม่ควรแทรกคีย์เวิร์ดคำหลักมากกว่า 2 คำในแต่ละพารากราฟนั้นๆ

เพราะการที่เราพยายามอัดหรือยัดคีย์เวิร์ดหลักเข้าไปมากๆ ในบทความนอกจากจะทำให้ผู้อ่านเบื่อหน่ายแล้วยังเสี่ยงต่อการเกิด keyword stuffing อีกด้วย


Keyword Stuffing อีกสิ่งที่ต้องระวังในการทำบทความ

Keyword Stuffing คือการที่ใส่คีย์เวิร์ดหรือคำหลักซ้ำหรือมากจนเกินไปในบทความ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามและไม่ควรทำสำหรับ SEO เนื่องจาก GoogleBots จะมองว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นเป็นสแปม และอาจจะส่งผลให้เว็บไซต์ถูกแบนหรือไม่ถูก index บนการค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจิ้น ส่งผลให้ผู้ใช้งานอาจจะไม่เจอคอนเทนต์หรือเว็บไซต์ของเราได้



สูตรและวิธีคำนวณ keyword density

วิธีคำนวณจำนวน Keyword density ในบทความ

การคำนวณความหนาแน่นของคำหลักสามารถคำนวณได้โดยใช้สูตรง่ายๆ ต่อไปนี้: (จำนวนครั้งที่คำหลักปรากฏ / จำนวนคำทั้งหมด) x 100


ตัวอย่างเช่น บทความนี้ผมโฟกัสในคำว่า “Keyword Density” ใช่ไหมครับ ซึ่งจำนวนคำของบทความนี้มีทั้งหมด 1,245 คำ และมีคำหลักปรากฏในบทความอยู่ที่ 20 คำ เพราะฉะนั้นค่าความหนาแน่นของคีย์เวิร์จะอยู่ที่ [20/1,245] *100 = 1.6 % นั่นเองครับ



ถ้าขี้เกียจคำนวณเรามีเว็บสำหรับ Keyword density Checker มาแนะนำ

สำหรับใครที่ไม่ต้องงการคำนวณค่า keyword Density เองให้ปวดหัว วันนี้ผมจะขอแนะนำเครื่องมือที่ใช้ตรวสอบ density ของ keyword มาฝากครับ โดยจะขอยกมาซัก 3 ตัวที่น่าสนใจนะครับ ปล.จากที่ลองใช้งานมาส่วนใหญ่จะจับคำหลักที่เป็นภาษาอังกฤษได้แม่นยำกว่า ส่วนที่เป็นภาษาไทยอาจจะต้องลองคำนวณเองใน word คร่าวๆ ไปก่อนนะครับ


1. SEO Review Tools Keyword Density Checker

เพียงป้อน URL ของไซต์ก็สามารถทำการตรวจสอบความหนาแน่นของคำหลักได้แล้ว แม้ว่าจะไม่มีการวิเคราะห์เชิงลึกของตัวเลือกอื่นๆ แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ดีในการดูภาพรวมของความหนาแน่นของคำหลักในหน้าเพจได้ประมาณนึงครับและยังมีมีคำเตือนสีสำหรับคำหลักที่มีลักษณะระดับสูงผิดปกติให้ดูอีกด้วย


2. SEOBook Keyword Density Analyzer

เป็นเครื่องมือฟรี แต่จำเป็นต้องมีการสมัครบัญชีเพื่อเข้าใช้งาน นอกเหนือจากการรายงานความหนาแน่นของคำหลักแล้ว เครื่องมือนี้ยังช่วยให้คุณค้นหาคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณใน Google เพื่อดึงข้อมูลสำหรับห้าหน้าที่มีการจัดอันดับสูงสุดที่ใช้คำหลักเดียวกัน จากนั้นวิเคราะห์เพื่อดูว่าคำหลักของคุณเรียงซ้อนกันอย่างไร


3. Copywritely Keyword Density Checker

Copywritely แสดงคำหลักของคุณตามความหนาแน่นและความถี่ที่ปรากฏในหน้าเพจ เครื่องมือนี้มีข้อจำกัดมากกว่าเครื่องมืออื่นเล็กน้อยตรงที่ไม่สามารถจับคำหรือคีย์เวิร์ดที่มีการเว้นวรรคได้ และไม่ได้ให้ตัวเลือกในการรวมคำอธิบายเมตา แต่เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้น


วางแผน Keyword density ให้ได้ผลดีต่อการทำ SEO Content

อย่างที่กล่าวไป Keyword Density ที่ดีคือมีจำนวณที่เหมาะสม ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป และกระจายอยู่จุดต่างๆ ในหน้าเพจอย่างเหมาะสม ซึ่งส่วนสุดท้ายนี้จะเป็นการแนะนำว่าเราควรกระจาย Keyword ของเราไปในส่วนไหนบ้าง ซึ่งนักเขียนหรือคำทำงานในตำแหน่ง SEO Specialist ให้คำแนะนำมาดังนี้

  • Title

ส่วนนี้จะบอกทั้งกูเกิลและผู้ใช้ว่าเพจของคุณพูดหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับอะไร ดังนั้นจึงเหมาะสมที่จะแทรกคำหลักไว้ที่นี่

  • Meta Description

ส่วนนี้ก็สำคัญ เพราะจะเป็นคำอธิบายหรือสรุปคร่าวๆ ที่จะแสดงในหน้า SERP เพื่อให้ผู้อ่านทราบถึงเนื้อหาคร่าวๆ ว่าจะเจอข้อมูลอะไรบ้างในหน้าเพจของเรา

  • Heading Tags

ควรมีการแทรกคำหลักไปใน H2, H3 อย่างน้อนหนึ่งหรือสองจุด และเขียนชื่อหัวข้อให้น่าอ่าน

  • Body Content

ควรมีคำหลักแทรกอยู่ในเนื้อหาของบทความเรา อาจจะไม่ต้องใส่ในทุกพารากราฟ แต่ควรกระจายให้เหมาะสมและเป็นธรรมชาติ


สรุป

ในการทำหรือเขียนบทความ SEO ให้ติดอันดับนอกจากการทำ keyword research, on-page, off- page แล้ว ปัจจัยความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดหรือ keyword density ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลทางอ้อมในการจัดอันดันครับ เพราะหากมีน้อยไปกูเกิลอาจจะไม่รับรู้ว่าเพจนั้นเราทำเกี่ยวกับ หรือถ้ามีมากไปก็อาจจะเป็นสแปมได้ เพราะฉะนั้นต้องมีการวางแผนให้ดีๆ และอยู่ในกฏของกูเกิล รวมถึงส่งมอบเนื้อหาที่ดีแก่ผู้ใช้งานด้วย



Comments


Commenting has been turned off.
bottom of page