top of page

10 กลยุทธ์การตั้งราคาสินค้า ให้ดึงดูดเงินในกระเป๋าลูกค้า

อัปเดตเมื่อ 17 พ.ค. 2565


10 กลยุทธ์การตั้งราคาสินค้า

ปัญหาส่วนใหญ่ที่พ่อค้าแม่ค้าหรือคนค้าขายส่วนใหญ่มักเจอก็คือ การที่มีสินค้าแล้วจะทำกลยุทธ์การตั้งราคา(Pricing Strategy) ยังไง เพราะหากตั้งราคาสูงเกินไป ก็ขายได้ยาก แต่หากตั้งไว้ต่ำเกินไป ก็อาจจะขายได้มากแต่กำไรก็น้อยจนไม่คุ้มก็มีให้เห็น ทางเราจึงได้รวบรวมรูปแบบ ตัวอย่าง และกลยุทธ์การตั้งราคาที่สามารถช่วยให้คุณเข้าใจวิธีตั้งค่าราคาที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมายของคุณได้ดียิ่งขึ้น


เลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจ


เข้าใจความหมายของกลยุทธ์การตั้งราคาแบบง่ายๆ

กลยุทธ์การตั้งราคาคือรูปแบบหรือวิธีการที่ใช้กำหนดราคาที่ดีที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อช่วยให้ผู้ขายสามารถเลือกราคาเพื่อเพิ่มผลกำไรและมูลค่าแก่องค์กร บริษัท หรือตัวร้านค้าเอง โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคและตลาด รวมถึงปัจจัยทางธุรกิจหลายๆอย่าง เช่น รายได้ของกลุ่มเป้าหมาย(ผู้ซื้อ) วัตถุประสงค์ทางการตลาด ตำแหน่งแบรนด์ และคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอกด้วย เช่น ความต้องการของผู้บริโภค ราคาของคู่แข่ง และแนวโน้มตลาดและเศรษฐกิจโดยรวม เป็นต้น

เมื่อรู้ความหมายคร่าวๆของกลยุทธ์การตั้งราคาแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่ามันมีกลยุทธ์ในการตั้งราคาตั้งหลากหลายวิธี แล้ววิธีไหนหละที่เหมาะกับสินค้าหรือบริการของเรา แล้วแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันยังไง นี่จึงเป็นสาเหตุที่บทความนี้เกิดขึ้นมา เราได้รวบรวม 10 กลยุทธ์การตั้งราคา ที่จะมาช่วยในการทำ Pricing Strategy ของคุณให้ดียิ่งขึ้น ไปรับชมกันได้เลย


กลยุทธ์การตั้งราคาทั้ง 10 แบบ (10 Pricing Strategies) มีอะไรบ้าง


1. Penetration pricing strategy กลยุทธ์การตั้งราคาแบบเจาะกลุ่ม

มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดผู้ซื้อโดยเสนอราคาสินค้าและบริการที่ต่ำกว่าคู่แข่ง กลยุทธ์นี้ใช้ดึงความสนใจของลูกค้าออกจากธุรกิจอื่นๆ และช่วยเพิ่มการรับรู้ถึงแบรนด์(Brand awareness)และความภักดีต่อแบรนด์(Brand loyalty) Penetration pricing การตั้งราคาแบบเจาะกลุ่ม ใช้ได้ผลดีที่สุดสำหรับธุรกิจหน้าใหม่ที่กำลังมองหาลูกค้าหรือธุรกิจที่อยากเข้ามาแข่งขันในอุตสกรรมที่มีเจ้าตลาดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การตั้งราคาแบบเจาะจะไม่ยั่งยืนในระยะยาว และโดยทั่วไปจะใช้ในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น

เหมาะกับ : ธุรกิจขนาดเล็กโดยเฉพาะกลุ่ม FMCG ที่มีเป้าหมายหลักในการสร้าง Brand loyaltyและ การรับรู้ของแบรนด์ (Brand awareness)

ข้อดี

ดึงดูดลูกค้าเข้าร้านจำนวนมากขึ้น

กำจัดสินค้าคงคลังที่ไม่อยู่ในฤดูกาลหรือสินค้าเก่า

ส่งเสริมการพูดปากต่อปากในเชิงบวก

สร้างปริมาณการขายสูง

ข้อเสีย

สามารถทำให้เกิดสงครามด้านราคาได้

อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ เนื่องจากลูกค้าอาจมองว่าสินค้าลดราคาเป็นสินค้าราคาถูกหรือไม่ดี

ลูกค้ามักจะคาดหวังการซื้อสินค้าในราคาต่ำและไม่พอใจหากสินค้ามีราคาสูงขึ้น

ตัวอย่าง Penetration pricing strategy กลยุทธ์การตั้งราคาแบบเจาะกลุ่ม

ให้ลองนึกภาพที่คู่แข่งขายของคุณขายสินค้าในราคา 500 บาท แต่คุณตัดสินใจที่จะขายผลิตภัณฑ์เดียวกันในราคา 400 บาท เพื่อที่จะดึงดูดความสนใจจากลูกค้าให้ออกมาจากคู่แข่งของคุณ แม้ว่าคุณจะต้องขาดทุนจากการขายก็ตาม


2. Economy pricing strategy กลยุทธ์การตั้งราคาแบบประหยัด

เป็นแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการลดค่าใช้จ่ายทางการตลาดและต้นทุนการผลิตให้เหลือน้อยที่สุด โดยต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง บริษัทต่างๆ สามารถกำหนดราคาขายที่มีราคาถูกและต่ำกว่าแต่ยังสามารถทำกำไรได้ โดยทั่วไป Economy pricing กลยุทธ์การตั้งราคาแบบประหยัด จะใช้สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ของชำหรือยา รวมถึงสายการบินราคาประหยัดและซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งโมเดลธุรกิจจะอาศัยการขายผลิตภัณฑ์จำนวนมากให้กับลูกค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ

​เหมาะกับ : ธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการรักษาต้นทุนค่าการผลิตสินค้าและบริการให้ต่ำและขายสินค้าโภคภัณฑ์

ข้อดี

ดึงดูดลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคา

ใช้ได้ดีในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือภาวะถดถอย

ต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้าให้ต่ำ

ข้อเสีย

กำไรขั้นต้นต่ำ ต้องมีลูกค้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ผู้บริโภคอาจมองว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีคุณภาพ

อาจจะส่งผลเสียต่อการรับรู้แบรนด์

3. Premium pricing strategy กลยุทธ์การตั้งราคาแบบพรีเมียม

กลยุทธ์การตั้งราคาแบบพรีเมียม หรือ Premium Pricing นี้ทำเพื่อกำหนดราคาผลิตภัณฑ์หรือบริการให้สูงขึ้นโดยการทำการตลาดและสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าดูมีความหรูหรา พรีเมียม สุดพิเศษ หาซื้อได้ยาก หรือให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าตัวสินค้าที่ซื้อไปมีมูลค่าสูงกว่าสินค้าทั่วไป โดยการโปรโมตผลิตภัณฑ์หรือบริการโดยกำหนดเป้าหมายไปยังผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าที่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ โดยประเภทสินค้าที่ใช้กลยุทธ์นี้ส่วนใหญ่ได้แก่ สินค้ากลุ่มแฟชั่นและเทคโนโลยี เช่น GUCCI, Louis Vuitton, Chanel และ Apple เป็นต้น

เหมาะกับ : ธุรกิจที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันมาก(จากภาพลักษณ์และรากฐานของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง) และรู้ว่าพวกเขาสามารถคิดราคาที่สูงขึ้นโดยไม่ถูกตัดราคาโดยผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคุณภาพใกล้เคียงหรือคล้ายกัน

ข้อดี

ผู้บริโภครับรู้ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณมีคุณภาพดีกว่าและมีความพรีเมียมมากกว่าเมื่อเทียบกับของคู่แข่ง

อัตรากำไรที่สูงขึ้น

สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ทำให้แบรนด์เป็นที่ต้องการมากขึ้น

ข้อเสีย

หากลูกค้าอ่อนไหวต่อราคาและมีตัวเลือกอื่นๆ ในการซื้อ กลยุทธ์การตั้งราคานี้อาจใช้งานได้ยาก

ในการซื้อผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน กลยุทธ์นี้อาจจะไม่ได้ผล

ต้องทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและงบในการทำวิจัยตลาด(Market Research) พอสมควร

ต้นทุนการผลิตและการทำการตลาดที่สูงขึ้น อาจจะรวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่เล็กลง

ตัวอย่าง Premium Pricing กลยุทธ์การตั้งราคาแบบพรีเมียม


premiun pricing

จากภาพเราจะเห็นสินค้าที่เป็นนาฬิกาใช่ไหมครับ ที่จะจัดอยู่ในหมวดแฟชั่นและไม่ได้เป็นปัจจัย 4 ด้วยซ้ำแต่สามารถขายได้ราคาหลักแสน นั่นก็เพราะว่าด้วยภาพลักษณ์และรากฐานของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และการทำการตลาดที่ทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าตัวสินค้าที่ซื้อไปมีมูลค่าสูง คุณภาพดีกว่า หายากและดูหรูหรากว่าสินค้าประเภทเดียวกันจากแบรนด์อื่นๆนั่นเอง


4. Skimming Pricing strategy กลยุทธ์การตั้งราคาสูง

กลยุทธ์การกำหนดราคาแบบ Skimming Pricing คือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมและสดใหม่ให้กับลูกค้าในราคาที่สูงในช่วงแรกๆ เพื่อให้ได้กำไรและต้นทุนกลับมาโดยเร็วที่สุด และราคาสินค้าจะค่อยๆลดลงทีละน้อยอย่างช้าๆตามความนิยมและความต้องการของผู้บริโภค

เหมาะกับ : ธุรกิจที่มีสินค้าที่มีความต้องการสูง เช่น บริษัทเทคโนโลยี สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และคอนโซลวิดีโอเกม

ข้อดี

ดึงดูดลูกค้าประจำที่ต้องการเป็นคนแรกในการเข้าถึงสินค้า/มีประสบการณ์พิเศษในการถือครองคนแรกๆ

เพิ่มผลกำไรสูงสุดผ่านกลุ่มลูกค้าแรกเริ่ม

ข้อเสีย

ปัญหาสินค้าค้างสต็อกอาจเกิดขึ้นหากกลยุทธ์นี้ล้มเหลว

ต้องมีการวางแผนเปิดตัวสินค้าให้ดี หากมีการเปิดตัวพร้อมกับคู่แข่งที่ทำสินค้าเดียวกันและราคาถูกกว่าอาจจะมีปัญหาได้

ต้องทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ว่าสินค้าใหม่นั้นดีและคุณภาพดีกว่าสินค้าตัวเดิม

ตัวอย่าง Skimming Pricing strategy กลยุทธ์การตั้งราคาสูง


Skimming Pricing กลยุทธ์การตั้งราคาสูง

จากภาพตัวอย่างจะเห็นสินค้า เช่น iphone, play station, หรือรถ tesla ซึ่งในช่วงเปิดตัวแรกจะมีราคาสูงมากและคนแห่จองกันเพียบ แต่พอเวลาผ่านไปอาจจะซัก 6 เดือน – 1 ปี ที่ความต้องการและความนิยมของสินค้าเริ่มลดลง รวมถึงอาจจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ในเครือที่จะออกมา ราคาของสินค้าเหล่านี้ก็จะค่อยๆลดลงแบบช้าๆ


5. Psychological pricing strategy การตั้งราคาทางจิตวิทยา

กลยุทธ์การตั้งราคาทางจิตวิทยาเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่มุ่งใช้ประโยชน์จากจิตวิทยาของมนุษย์เพื่อเพิ่มยอดขายและรายได้ เมื่อราคาลงท้ายด้วย 5, 7, 9 หรือจำนวนกึ่งกลางที่เป็นเลขคี่(เช่น ร้านแห่งหนึ่งอยากขึ้นค่าขนส่งจาก 10 บาทเป็น 20 บาท แต่กลัวลูกค้าไม่พอใจ จึงขึ้นราคาใหม่โดยใช้ค่ากลางระหว่าง 10 ถึง 20 คือ 15 บาท ซึ่งราคาแบบประณีประนอมนี้อาจจะวินๆทั้งสองฝ่ายและสร้างความเคยชินด้านราคาให้ลูกค้า ก่อนที่จะปรับเป็น 20 ในภายหลัง) เพื่อให้รู้สึกว่าถูกกว่าที่เป็นอยู่ วิธีนี้ได้ผลเพราะเมื่อคนอ่านจากซ้ายไปขวา ตัวเลขจะดูน้อยลง

เหมาะกับ : ธุรกิจที่มุ่งสู่การทำกำไรและเพิ่มยอดขาย รวมทั้งระบายสินค้าในระยะสั้นอย่างรวดเร็ว

ข้อดี

ลดความซับซ้อนของกระบวนการตัดสินใจสำหรับลูกค้า

สามารถกระตุ้นการซื้อได้

สร้างกำไรและยอดขายในระยะเวลาที่รวดเร็ว

ข้อเสีย

อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนถูกหลอก

ไม่ได้ทำให้คุณแตกต่างจากคู่แข่งเพราะเป็นกลยุทธ์ยอดนิยม

ทำแล้วอาจจะต้องทำไปเรื่อยๆ เพราะหากเปลี่ยนราคาอาจจะทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจได้

ลูกค้าที่มองคุณภาพของสินค้าเป็นหลักอาจจะมองข้ามสินค้าที่มีการตั้งราคาเหล่านี้

ตัวอย่าง Psychological pricing strategy การตั้งราคาทางจิตวิทยา


Psychological pricing การตั้งราคาทางจิตวิทยา

การกำหนดราคาทางจิตวิทยามักพบเห็นได้ในร้านค้าปลีก ตัวอย่างเช่น การตั้งราคานาฬิกาที่ 1,799 - 1,899 - 1,999 บาท มีแนวโน้มว่าจะดึงดูดลูกค้าใหม่ได้มากกว่าการตั้งไว้ที่ 2,000 บาท แม้ว่าราคาจริงส่วนต่างจะค่อนข้างน้อยก็ตาม

กลวิธีอื่นๆ ที่ผู้ค้าปลีกใช้คือการใช้ภาษา "ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง" เทียบกับ "ส่วนลด 50% ของราคาสินค้า" กลยุทธ์นี้ก็ขึ้นอยู่กับลูกค้าที่ชื่นชอบการที่ได้ผลตอบแทนเป็นสินค้าจริงมากกว่า ส่วนลดที่เป็นคำหรือตัวเลขเปล่าๆ แม้ว่าข้อเสนอเหล่านั้นจะเป็นข้อเสนอเดียวกันก็ตาม(1 แถม 1 ก็คือการลด 50% เหมือนกัน)


6. Bundle pricing strategy การตั้งราคาแบบแพครวม

การรวมกลุ่มราคา (Price bundling) หรือการตั้งราคาแบบกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Product Bundle) เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่รวมผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สองรายการขึ้นไปเพื่อขายในราคาที่ต่ำกว่าการขายผลิตภัณฑ์เดียวกันทีละรายการ เทคนิคการกำหนดราคาแบบมัดเป็นที่นิยมในร้านค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากให้ราคาที่คุ้มค่ากว่า นอกจากนี้ยังสามารถช่วยสร้างความภักดีของลูกค้าและเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์

เหมาะกับ : ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการเพิ่มมูลค่าและยอดขายให้ตัวสินค้า โดยที่ลูกค้าเกิดความรู้สึกพึงพอใจด้วย เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีกและ e-commerce

ข้อดี

เพิ่มคุณค่าให้ตัวสินค้า

ช่วยลดปริมาณสินค้าคงคลัง

ลดต้นทุนการตลาดและการขาย

เพิ่มมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ย (AOV)

ข้อเสีย

บางครั้งลูกค้าอาจจะไม่มีความต้องการสินค้าแบบแพค

สินค้าบางรายการในแพคอาจไม่เป็นที่ต้องการของลูกค้า

สินค้าบางรายการในแพคอาจทำกำไรได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการขายแบบชิ้นเดียว

ตัวอย่าง Bundle pricing strategy การตั้งราคาแบบแพครวม


ตัวอย่าง Bundle pricing การตั้งราคาแบบแพครวม

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่เห็นเป็นประจำก็คือการตั้งราคาแบบ combo set ของ mcdonald's ที่มีการรวมสินค้ามารวมกันหลายรายการและจัดเป็นชุด เช่น หากเราซื้อ เบอร์เกอร์ เฟรนฟราย และโค้ก ที่ละรายการเราอาจต้องจ่ายเงิน 150บาท แต่หากเราสั่งเป็นเซ็ทอาจจะจ่ายแค่เพียง 129 บาท เป็นต้น


7. Promotional pricing strategy การตั้งราคาเพื่อการส่งเสริมการตลาด

ราคาส่งเสริมการขายเป็นกลยุทธ์การตั้งราคาที่ผู้ขายหรือแบรนด์ลดราคาของผลิตภัณฑ์หรือบริการชั่วคราวโดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น ราคาส่งเสริมการขายมี 2 แบบคือ การตั้งราคาแบบเร่งการตัดสินใจ เช่น สั่งซื้อภายในวันนี้ ลดทันที 50% และแบบที่สองคือ การตั้งราคาพิเศษในวันสำคัญหรือเทศกาล เช่น วันปีใหม่ คริสมาสต์ หรือวันก่อตั้งแบรนด์ เป็นต้น

เหมาะกับ : ธุรกิจที่ต้องการขายหรือระบายสินค้า ผลิตภัณฑ์หรือบริการให้เร็วที่สุด

ข้อดี

เพิ่มปริมาณการขายในระยะสั้น

เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายสินค้าคงคลัง

สามารถความภักดีของผู้บริโภค(brand loyalty)ได้

เกิดการบอกต่อและเพิ่มลูกค้าหน้าใหม่

ข้อเสีย

ลูกค้ารอที่จะซื้อช่วงลดราคาเท่านั้น หากไม่มีการจัดโปรหรือขึ้นราคา

ลูกค้าอาจจะมองว่าสินค้าที่ขายไม่มีคุณภาพ

ราคาที่ไม่เท่ากันอาจทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียม

ไม่ควรใช้เป็นกลยุทธ์ในระยะยาว

ตัวอย่าง Promotional pricing strategy การตั้งราคาเพื่อการส่งเสริมการตลาด


ตัวอย่าง Promotional pricing การตั้งราคาเพื่อการส่งเสริมการตลาด

e-commerce เจ้าดังอย่างลาซาด้าที่จัดโปรโมชั่นที่หลายๆคนเคยเข้าร่วมมาแล้วอย่าง 5.5 ซึ่งนำหลักการการตั้งราคาพิเศษในวันสำคัญหรือเทศกาลมาใช้ในแคมเปญนั่นเอง


8. Freemium pricing strategy การตั้งราคาแบบฟรีเมียม

การตั้งราคาแบบ Freemium ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ฟรีเป็นระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นจะถูกเรียกเก็บเงินสำหรับการให้บริการที่ต่อเนื่อง แนวทางนี้ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในความต้องการใช้บริการ ซึ่งหลังจากนั้นการโน้มน้าวใจให้ชำระเงินจะทำได้ง่ายขึ้น โดยตัวอย่างของการตั้งราคาแบบฟรีเมียม เช่น บริการสตรีมเพลงอย่าง joox, spotify บริการเกมส์ออนไลน์ต่างๆที่ให้เล่นฟรี แต่หากอยากมีตัวละครเก่งๆต้องเสียเงินซื้อ เป็นต้น

เหมาะกับ : ธุรกิจขนาดหรือบริการใหม่ต้องการหาลูกค้ามาทดลองใช้บริการ

ข้อดี

ดึงดูดความสนใจของลูกค้าด้วยการใช้งานฟรี

สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลของผู้ใช้และทำให้พวกเขากลายเป็นลูกค้าระดับพรีเมียมได้

ประหยัดงบการตลาดและประชาสัมพันธ์ หากผู้ใช้ทดลองใช้ฟรีแล้วพบว่าสินค้าหรือบริการนั้นดี ทำให้อยากได้บริการเพิ่มเติมจากนักพัฒนา และกลายเป็นลูกค้าแบบพรีเมียมในที่สุด

ข้อเสีย

ต้องมีเงินทุนสำรองในช่วงแรกของการทำกลยุทธ์นี้

มีความเสี่ยงและคาดเดาได้ยากว่าลูกค้าจะเปลี่ยนมาใช้บริการแบบเสียเงินหรือไม่

ตัวอย่าง Freemium pricing strategy การตั้งราคาแบบฟรีเมียม


ตัวอย่าง Freemium pricing การตั้งราคาแบบฟรีเมียม

ตัวอย่างเช่น ubersuggest เป็น seo tool ที่คนนิยมใช้แพร่หลายทั่วโลก ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้คนรู้จักก็คือ การที่สามารถเข้ามาทำ keyword research ได้ 3 ครั้งฟรีต่อวัน แต่จะมีบางออพชั่นที่ต้องเสียเงิน ซึ่งจากการทดลองใช้พบว่าตัวเครื่องมือนั้นดีและตอบโจทย์การทำงาน จึงทำให้ผู้ใช้สมัครบริการแบบเสียเงินในที่สุดนั่นเอง


9. Dynamic pricing strategy การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น

แนวคิดการตั้งราคาแบบไดนามิกคือการขายสินค้าเดียวกันในราคาที่แตกต่างกันให้กับกลุ่มคนที่ต่างกัน ตามช่วงเวลาและความต้องการที่แตกต่างกันออกไป ซึ่ง Dynamic Pricing นั้นมีความยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ หรือให้พูดง่ายๆก็คือนำปัจจัยด้าน Demand และ Supply + Time(ช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการใช้สินค้า) เช่น ราคาตั๋วเครื่องบิน หากจองก่อนเวลาเดินทางหนึ่งเดือนราคาอาจจะไม่สูงมาก แต่หากเราจองในวันก่อนเดินทาง 1-2 วันราคาอาจจะสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อช่วงเวลาและความต้องการเปลี่ยนไป ราคาก็สามารถปรับตามได้เช่นกัน

เหมาะกับ : ธุรกิจประเภทท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก สายการบิน ขนส่งสาธารณะ และกิจกรรมบันเทิง

ข้อดี

เพิ่มกำไรและยอดขายที่สูงขึ้น

ยืดหยุ่นตามสถานการณ์การแข่งขัน

ใช้เป็นแนวทางระบายสินค้าคงคลังได้ดีขึ้น

ข้อเสีย

ความไม่พอใจของลูกค้าเนื่องจากความต่างของราคา

มีความผันผวนของราคาและอาจขาดทุนจากการขาย

หากใช้ไม่เหมาะสมอาจจะส่งภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อแบรนด์

ตัวอย่าง Dynamic pricing strategy การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น


ตัวอย่าง Dynamic Pricing การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น

ตัวอย่างการตั้งราคาแบบ dynamic pricing ของสายการบิน สมมุติว่าหากวันนี้วันที่ 20 และลูกค้าจะเดินทางในวันที่ 21 จะพบว่าราคาของตั๋วจะแพงมากกว่าตั๋วในวันที่ 27 นั่นเพราะสายการบินเห็นว่าว่าปัจจัยด้าน Demand + Time(ช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการใช้สินค้า) ของลูกค้าที่สูงมากกว่าในวันที่ 27 นั่นเอง


10. Decoy pricing strategy การตั้งราคาแบบหลอกล่อ

เป็นกลยุทธ์การตั้งราคาที่ใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาช่วย โดยการตั้งราคาสินค้าหลอกๆแบบไม่มีเหตุผล ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเกิดการคิดไตร่ตรองและคัดตัวเลือกที่ไม่เหมาะสมออกไป โดย Decoy Pricing จะเป็นการตั้งราคาอย่างน้อยๆประมาณ 3 ราคา ซึ่งหนึ่งในนั้นจะเป็นราคาที่ผู้ขายต้องการจูงใจให้ลูกค้าเลือกนั่นเอง

เหมาะกับ : ธุรกิจที่ต้องการเพิ่มขนาดตะกร้าสินค้า กระตุ้นยอดขาย มักใช้ในโรงภาพยนตร์ ร้านกาแฟ และร้านฟาสต์ฟู้ด

ข้อดี

สร้างแรงจูงใจในการซื้อ

เพิ่มยอดขายสินค้าที่ราคาแพง โดยที่ลูกค้าคิดว่าได้สินค้าดีและราคาประหยัดจากการซื้อครั้งนี้

ส่งเสริมการเพิ่มขนาดของตะกร้าสินค้า มากกว่าการขายแบบชิ้นเดียว

สร้างปริมาณการขายสูง

ข้อเสีย

ลูกค้าอาจเกิดความสับสนในเรื่องราคาได้

ตัวเลือกที่มากเกินไปทำให้ลูกค้าตัดสินใจไม่ถูก และอาจไม่เลือกราคาที่เราใช้จูงใจ

ตัวอย่าง Decoy pricing strategy การตั้งราคาแบบหลอกล่อ


ตัวอย่าง Decoy Pricing การตั้งราคาแบบหลอกล่อ

จะยกตัวอย่างการใช้ Decoy Pricing ในตอนแรกอาจจะมีแค่ 2 ราคาคือราคาสำหรับขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยทั่วไปหากมีแค่สองราคานี้คนอาจจะเลือกขนาดเล็กมากกว่า แต่ทางผู้ขายได้ใส่ไซส์กลางไปที่ราคาต่างจากไซส์ใหญ่เพียงแค่ 0.5 ซึ่งลูกค้าอาจจะมองว่าจากที่จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 3 เหรียญเพื่อได้ไซส์ใหญ่ แต่กลับมองว่าจ่ายเพิ่มแค่ 0.5 เหรียญเท่านั้น ซึ่งการตั้งราคาแบบนี้ทำให้ไซส์ใหญ่ดูถูกและคุ้มไปเลยทีเดียว ซึ่งนั่นคือการที่ผู้ขายวางแผนในการสร้างแรงจูงใจให้คนเลือกซื้อไซส์ใหญ่ตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง

Comments


Commenting has been turned off.
bottom of page